เช้าวันที่ ๒ เม.ย.ผมสะดุ้งตื่นประมาณตีสอง ก่อนเวลาที่ตั้งปลุกไว้ตีสองครึ่ง เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปสมทบกับน้องๆและให้ทันการเปิดค่ายที่ จ.ชุมพร การรวมตัวกันของเหล่าอาสาสมัครฯในครั้งนี้ดูจะทุลักทุเลพอสมควร ทั้งที่ก่อนหน้าดูเหมือนว่าทุกอย่างจะราบรื่นดี ทุกคนได้วางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว และและพยายามทำตัวให้ว่างเพื่อจะได้มาทำกิจกรรมกันพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่ายแรกของปีนี้เลยทีเดียว แต่เมื่อเวลาใกล้เข้ามากับพบว่าพวกเราแต่ละคนต้องเผชิญกับงานที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าแทรกเข้ามา อีกทั้งเป็นงานที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ทีเดียว เพราะเป็นความรับผิดชอบหลักโดยตรง ก่อให้เกิดความเครียดเล็กๆกับพวกเราทั้งทีมงานที่ จ.ชุมพร และทีมงานที่จะตามไปสมทบ จนบางครั้งรู้สึกว่า “การทำความดี ช่างมีอุปสรรคดีแท้”  

แต่ด้วยความตั้งใจจริง ทุกคนต่างพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของตนเอง โดยตัวผมเองซึ่งแต่เดิมคาดว่าไปไม่ได้แล้ว เพราะต้องเตรียมตัวไปประชุมที่ต่างประเทศ ก็ต้องเสี่ยงลางานล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อพาทีมงานปากช่องบางส่วนไปสมทบก่อน ลาวคุณชายต้องเสียสละนั่งเครื่องไปวางแผนงานรอล่วงหน้า ส่วนพ่อบ้านละลานดาว และทีมจากรามคำแหงจะตามไปในวันที่ ๓ ส่วนผมก็มีแผนที่จะกลับในวันที่๔ เพื่อไปขึ้นเครื่องให้ทันในตอนดึกของวันเดียวกัน ขณะที่ทีมงานที่ชุมพรมี เสือทะเล ลาวคุณชาย เจ๊วี และดอยดอกลำโพงรออยู่แล้ว ด้วยใจระทึกว่าทีมงานจะมากันได้กี่คน พวกเราเดินทางไปถึงศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการพระราชดำริแก้มลิง-หนองใหญ่ ในช่วงเช้าทันเวลาเปิดค่ายพอดี น้องๆที่มาเข้าค่ายต่างกำลังลงทะเบียนกัน  

สักครู่ก็มีทีมงานจากเขาแผงม้ามาสมทบอีกได้แก่ พี่เสริฐ และผองเพื่อน ตามคำเชิญชวนของครูตา ทำให้กิจกรรมสันทนาการในค่ายมีสีสันมากขึ้น ช่วงเช้าเราจึงเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวพี่ๆที่มาร่วมกิจกรรม และเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างน้องๆที่มาเข้าค่าย โดยมีพี่เสริฐและกตเป็นแกนหลักในการสร้างเสียงหัวเราะ บทเพลงเยาวชนโลกสีเขียวได้ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้งในการเปิดค่ายอย่างไม่เป็นทางการในวันแรก ตามด้วยเพลงอาสาร่วมใจ ที่พวกพี่ๆร่วมกันร้องได้อย่างพร้อมเพรียง ดูเหมือนจะเป็นการรำลึกวันเก่าๆที่พี่น้องเหล่านี้เคยร้องร่วมกันเมื่อหลายสิบปีก่อน 

             

กิจกรรมต้นไม้แห่งความหวังได้นำมาเล่นในช่วงเช้าเพื่อสื่อสารความคาดหวังและเป้าหมายของการมาเข้าค่ายของน้องๆ ซึ่งทำให้เราพบว่าครึ่งหนึ่งเป็นน้องๆที่ตั้งใจมาเรียนรู้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งมาตามคำสั่งของครู เพื่อแก้ไขเกรดที่ไม่ผ่าน หรือผู้ปกครองบังคับให้มาร่วมกิจกรรม ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ สิ่งนี้ทำให้ความสนใจและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของน้องๆมีการแบ่งแยก แตกต่างอย่างชัดเจน ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พอช่วงบ่ายพี่ๆได้ปรับแผนเล่นสันทนาการมากขึ้น และเน้นการทำกิจกรรมเป็นทีม ทำให้น้องๆเริ่มกล้าแสดงออก  

ตบท้ายในช่วงบ่ายด้วยการเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับความเป็นมาของพื้นที่โครงการพระราชดำริแก้มลิง-หนองใหญ่ ที่พวกเราได้มาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมในครั้งนี้ โดยน้องปอนด์ หรือ น้าปอนด์ของเด็กๆ ทำให้พวกเราที่ได้รับฟังเรื่องราว และวีดีท้ศน์ รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวง ซึ่งพระองค์ทรงทุ่มเทเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมของ จ.ชุมพร และผลกระทบจากพายุที่พัดกระหน่ำในฤดูมรสุมทุกปี เมื่อมีโครงการดังกล่าว ชาวชุมพรในวันนี้จึงร่มเย็น และไม่เผชิญปัญหาน้ำท่วมอีกเลย และเพื่อเป็นการสนองพระกรุณาธิคุณของพระองค์ กลุ่มปราชญ์ชาวบ้านของจังหวัดชุมพร ที่เรียกตัวเองว่า “จากภูผาสู่มหานที” ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ได้น้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ไปปฏิบัติจนเกิดผลเป็นที่ประจักษ์ในพื้นที่ต่างๆ จึงได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ โดยการจำลองของดีของ จ.ชุมพรมาไว้ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อให้ลูกหลานและผู้สนใจทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้กัน อาทิเช่น สวนเกษตรผสมผสานของกำนันเควด เกาะพิทักษ์ของผู้ใหญ่หรั่ง ป่าเจ็ดชั้นของลุงนิล ป่าต้นน้ำพะโต๊ะของพี่พงศา ชุมพรคัมบาน่าของพี่วริศสร ฯลฯ เป็นต้น  

ส่วนภาคกลางคืนเราได้พบกับ อ.หินของน้องๆ แต่สำหรับพวกเราเขาคือน้องลูกหิน ผมจำได้ว่าพบกับลูกหินครั้งสุดท้ายเมื่อสิบกว่าปีก่อน เมื่อลูกหินยังเป็นเด็กทุนวิจัยของโครงการรักเรา รักษ์โลก ที่ จ.ตาก พวกเราดีใจกันมาก ไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก โดยเฉพาะบรรยากาศของการทำค่ายแบบนี้ ณ วันนี้เด็กน้อยคนนั้นได้เติบโตมาเป็น อาจารย์ ของมหาวิทยาลัยแม้โจ้ วิทยาเขตชุมพร ด้วยความสนใจธรรมชาติจึงได้ศึกษาต่อด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และวันนี้เขาจะบรรยายเทคนิคการดูนกแก่น้องๆ โดยมีพวกพี่ๆเป็นผู้นั่งฟังแทน และค่ำคืนนี้จบลงด้วยการนำเสนอสไลด์ชุด “กำเนิดโลกสู่ระบบนิเวศน์” ประกอบบทเพลงของลาวคุณชาย เพื่อเชื่อมโยงความเป็นมาของสรรพชีวิตในปัจจุบัน ที่ล้วนเติบโตมาจากจุดเดียวกัน พึ่งพาอาศัยกัน แต่ปัจจุบันใยไม่ดูแลและทำร้ายกัน    

ค่ำคืนนั้นพวกเราได้มาประชุมสรุปผลการทำกิจกรรมที่ผ่านมาร่วมกัน ได้ข้อสรุปว่าการสื่อสารระหว่างกันและกันยังไม่ดีพอ ทำให้การส่งทอดกิจกรรมหนึ่งไปสู่กิจกรรมหนึ่งยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้พี่เลี้ยงที่มาช่วยงานส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ที่ต้องการเข้ามาเรียนรู้ทำให้ความใกล้ชิดกับน้องๆยังมีจำกัด ขาดการควบคุม ผลทำให้ความสนใจในกิจกรรมของน้องๆบางส่วนยังไม่ดีเท่าที่ควร และเกรงว่าน้องๆจะได้พลังไปไม่เต็มร้อย ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการที่พี่ๆมาจากหลายกลุ่มหลายเผ่า และทยอยกันมาเหมือนกองทัพมด ทำให้ความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมยังไม่สมบูรณ์พอ แต่วันรุ่งขึ้นสมาชิกรุ่นที่สองก็จะมาสมทบ แนวโน้มน่าจะดีขึ้น และแล้วก็หลับไป 

เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยกิจกรรมดูนก พี่เสือทะเล และ อ.หิน ได้แบ่งกลุ่มนำน้องๆเยาวชนเดินดูนกในบริเวณรอบๆพื้นที่โครงการแก้มลิง ได้พบนกหลายชนิด อาทิ นกกาน้ำเล็ก นกกิ้งโคง นกแซงแซวหางปลา  นกยางจีน นกตะขาบทุ่ง ฯลฯ ทำให้น้องๆได้เห็นนกแต่ละชนิดกันอย่างชัดเจนด้วยกล้องเทเลสโคป แต่แล้วก็ต้องรีบกลับฐานที่มั่น เนื่องจากวันนี้จะมีการเปิดค่ายอย่างเป็นทางการ โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฯ จะเป็นผู้เดินทางมาเปิดด้วยตัวเอง หลังจากอิ่มหนำสำราญด้วยข้าวต้มกันแล้ว ทุกคนได้ไปรวมกันที่ศาลาโอปณะยิโก ไม่นานท่านผู้ว่าฯก็มาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย พิธีเปิดเป็นไปอย่างเรียบง่าย และท่านผู้ว่าฯซึ่งเป็นคนง่ายๆ ไม่นิยมพิธีรีตองเหมือนข้าราชการทั่วไป ท่านฯปฏิบัติตนเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่มาให้กำลังใจทีมงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญก็คือได้มาเล่าเรื่องสนุกๆของจังหวัด และโครงการแก้มลิงที่พวกเราทำกิจกรรมอยู่ให้น้องๆได้ภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่มาร่วมงานในวันนั้น โดยเฉพาะเสือทะเลมีความตื้นตันใจในความกรุณาของผู้ใหญ่ใจดีจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว  

  

หลังพิธีเปิดผ่านไป กิจกรรมติดตาม”การเดินทางของข้าว”ก็เริ่มขึ้น โดยให้น้องๆแบ่งกลุ่มย่อย เพื่อลงพื้นที่ศึกษาเส้นทางการเดินทางของข้าวที่เรากินทุกวันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ตั้งแต่การปลูกข้าว การเกี่ยวข้าว ตำข้าว ฟัดข้าว หุงข้าว แล้วก็นำมาแบ่งกันกิน ทำให้น้องได้เรียนรู้ว่าแค่เรื่องข้าวที่เลี้ยงดูเราทุกวันล้วนพึ่งพาธรรมชาติทั้งสิ้นจนกว่าจะมาเป็นข้าวให้เรากิน ซึ่งน้องๆแต่กลุ่มได้กลับมาสรุปนำเสนอบทเรียนกัน จากนั้นก็ไปทานข้าวเที่ยงกัน เพราะว่า..หมดแรงข้าวต้มแล้ว 

เปิดฉากภาคบ่ายด้วยกิจกรรมออกแรงเดินกันหน่อย โดยน้องๆต้องเดินทางไปเกาะนก เพื่อไปร่วมกันปลูกต้นไม้ และเล่นกิจกรรมกวางน้อย และต้นไม้เพื่อนรักกัน น้องๆต้องเดินฝ่าแดดอันร้อนผ่าวข้ามสะพานไม้ไปสู่เกาะนกกัน เมื่อน้องๆมาถึงก็จะถูกปิดตาเพื่อสมมุติตัวเองเป็นกวางน้อย ที่ต้องหลบหลีกภัยมนุษย์และสัตว์ผู้ล่า เพื่อออกไปหากินในเวลากลางคืน น้องๆจะต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินอย่างมาก เพื่อเกาะเชือกไปตามเส้นทางที่กำหนด น้องบางคนที่ไม่ระวังก็มีการเอาศรีษะไปโขกต้นไม้หลายดอกเหมือนกัน ทำให้เรียนรู้ว่าการเข้าไปในป่าต้องรู้จักอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ  จากนั้นก็จะถูกพี่เลี้ยงนำไปรู้จักกับต้นไม้ของตนเอง เพื่อให้สัมผัสและทำความรู้จักกับเพื่อนรักของแต่ละคน น้องๆหลายคนได้เรียนรู้ว่าต้นไม้แต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกัน บางต้นก็ผิวเรียบ บางต้นก็ผิว ขรุกขระ ลักษณะใบ กิ่งก้านก็ต่างกันไป ทั้งนี้ก็เป็นไปเพื่อการอยู่รอดและการปรับตัวของต้นไม้แต่ละชนิดให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่มันดำรงอยู่ เปรียบดุจได้กับมนุษย์ต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับธรรมชาติเช่นเดียวกัน 

เมื่อปลูกต้นไม้บนเกาะกันแล้ว ทุกคนก็กลับมาที่ศาลาฯ เพื่อมากินไอติมกระทิ คลายร้อนกัน เห็นว่าเป็นเมนูพิเศษ ที่เสือทะเลจัดไว้ให้พี่น้องได้ลิ้มรสกัน จากนั้นก็มาเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากต้นไม้ ใบไม้ กิ่งไม้ที่เราได้ไปสัมผัสมาด้วยการนำมาทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติกัน น้องๆแต่ละคนตั้งใจมัดลวดลายกันอย่างเต็มที่ ด้วยหวังว่าจะให้เกิดลวดลายไม่เหมือนใคร 

ค่ำคืนนี้มีกิจกรรมที่พี่ๆจัดเตรียมให้กับน้องๆเป็นพิเศษ ตอนแรกจะพาน้องนอนดินดูดาวกัน แต่ก็เผชิญกับปัญหาเสียงดังรบกวนจากเครื่องเสียงงานบวชของชาวบ้านใกล้เคียง ทำให้ทีมงานตัดสินใจยกเลิกไป เพราะน้องๆจะเสียสมาธิไปกับเสียงดังกล่าวได้ แต่เราก็ได้เตรียมละครเงา”ลุงต้นไม้”ไว้ให้กับน้องๆ เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมต้นไม้เพื่อนรักที่พวกเราได้ทำกันในช่วงบ่าย ทีมงานได้รับความช่วยเหลือจากพี่เอก จากสถานีร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร ได้ จัดเตรียมเวทีละครเงาอย่างอลังการงานสร้างอย่างที่พวกเราไม่เคยมีมาก่อน จนรู้สึกประหม่านิดๆ เกรงว่าการแสดงละครกระดาษตัดแป๊ะแบบเรียบง่ายของเราจะไม่ดีพอกับเวที 

ละครเริ่มต้นด้วยการปิดไฟมืด แล้วไฟหลังจอก็เปิดขึ้น เลียนแบบหนังตะลุงของภาคใต้ แต่ไม่ยิ่งใหญ่เท่า เพราะเราต้องการสื่อสารเรื่องราวความสัมพันธ์ของคนกับต้นไม้ที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเท่านั้น บทละครเดินไปอย่างเรียบง่าย ประกอบด้วยดนตรีและบทเพลงเป็นช่วงๆ ทำให้เรียกเสียงหัวเราะ เสียงร้องไม่ให้ตัดต้นไม้ จากน้องๆหน้าเวที แต่ด้านหลังเวทีพี่ๆที่ร่วมแสดงต่างเครียดและเหงื่อตกเป็นระยะ เพราะไม่ค่อยได้เล่นมานาน ทำให้ไม่แม่นในบทพูด ต้องลุ้นและช่วยกันเป็นระยะ แม้ขณะเชิดหุ่น ตัวละครก็พันกันโดยไม่ตั้งใจ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ทีมงานก็โล่งใจเมื่อแสดงจบ เมื่อได้ยินเสียงปรบมือจากน้องๆก็เสมือนน้ำเย็นมาราดบนตัว หลังจากเดินตากแดดมานาน 

แต่ค่ำคืนนี้ยังไม่จบพวกเราได้เตรียมพิธีเทียนให้กับน้องๆเพื่อสื่อสารความตั้งใจและความปรารถนาดีที่มีต่อกัน เหตุใดพี่ๆน้าๆต้องเดินทางมาจากทุกหัวระแหง เพื่อมาพบกับน้องๆในครั้งนี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาอันสั้นก็ตาม การเปิดใจภายใต้แสงเทียนทำให้เราได้สื่อสารจากใจจริงไปยังน้องๆโดยมีแสงเทียนเป็นพยาน พี่ปู หรือเสือทะเล ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มค่ายนี้ตั้งแต่ต้น หาทุนเอง เพื่อต้องการให้เกิดค่ายนี้ขึ้นแก่น้องๆใน จ.ชุมพร ได้กล่าวถึงความตั้งใจดังกล่าว และเมื่อถึงคราวฟังความเห็นของน้องๆ ก็ได้น้องไนซ์ เป็นตัวแทนกล่าวความในใจที่ขอบคุณพวกพี่ๆน้าๆที่มอบความหวังดีให้กับพวกตน และไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร จึงได้ชักชวนเพื่อนในค่ายร้องเพลงหนึ่งมอบให้ทีมงาน บรรยากาศในช่วงนั้นช่างอัดอั้นตื้นตันใจช่างบอกไม่ถูก เรียกเสียงสะอื้นจากพี่ๆที่มาร่วมงานหลายคน น้องๆหลายคนก็ร้องไห้ด้วยความปิติ ค่ำคืนนั้นจึงจบลงด้วยความสุขลึกๆ และมีความหวังเกิดขึ้นในใจของทุกคนอีกครั้ง 

รุ่งเช้าผมและลุงต้นไม้ไม่มีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมในครึ่งวันสุดท้าย เพราะต้องรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯเพื่อไปปฏิบัติภารกิจอื่นต่อ จึงได้แต่ส่งภารกิจต่อให้พี่ๆคนอื่นรับช่วงต่อไป แต่หลังจากจบค่ายก็ได้โทรศัพท์มาพูดคุยก็ทราบว่ากิจกรรมของเราจบลงด้วยดีตามที่ตั้งใจไว้ น้องๆหลายคนในค่ายแสดงความตั้งใจที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเราอีกถ้ามีโอกาส พี่ๆทีมงานทุกคนต่างมีความสุขและความประทับใจที่พี่น้องได้มีโอกาสมาทำกิจกรรมร่วมกันอีกครั้ง ทำให้นึกถึงบรรยายกาศเก่าๆที่เขาเหล่านั้นยังเป็นวัยรุ่นแบกเป้ไปทำค่ายตามสถานที่ต่างๆ แต่บัดนี้ทุกคนต่างมีหน้าที่การงานที่มั่นคง หลายคนมีครอบครัว แต่ก็อุ้มลูกจูงหลานมาทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ความรู้สึกดีๆจึงยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้เวลาจะเปลี่ยนไป พวกเรายังต้องทำกิจกรรมต่อไป สร้างคนรุ่นใหม่ให้ขึ้นมาทดแทน รับใช้สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป วันหนึ่งเราหวังว่าจะได้พบกับน้องๆในค่ายนี้ในฐานะวิทยากร หรือผู้นำของสังคมอีกครั้ง เหมือนที่เราได้พบกับ อ.หินในค่ายนี้