สร้างศูนย์การเรียนรู้ฯในรูปแบบของบ้านดิน เนื่องจากมีต้นทุนไม่สูงมากนัก และสามารถใช้ทรัพยากรในพื้นที่ได้สูงสุด  อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและได้เรียนรู้ร่วมกันระหว่างการก่อสร้างด้วย สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการด้วยการจัดค่ายปั้นก้อนดินขึ้น โดยมีน้องๆมาช่วยกันหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มนักศึกษาเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กลุ่มผู้นำเยาวชนจากโรงเรียนเขาใหญ่ และวังหมี ซึ่งเคยผ่านการเข้าค่ายเยาวชนโลกสีเขียวมาแล้ว ส่วนทีเหลือจะเป็นกลุ่มพี่ๆอาสาสมัครของโครงการฯ รวมทั้งเพื่อนๆที่ถูก(หลอก)ให้ติดตามมาด้วย งานนี้มี พี่เดี่ยว ลงทุนพาครอบครัวมาจากชัยภูมิเพื่อมาช่วยน้องเป็นการเฉพาะ มีเดวิด ชาวเกาหลี ที่มาทำงานในประเทศไทย  ครูโอ๋ จาก จ.ตาก ก็ได้ติดตามน้องใหญ่มาปั้นก้อนดินกับเขาด้วย รวมจำนวนผู้มาร่วมลงแขกในครั้งนี้ประมาณ ๔๐ กว่าคน                       

เป้าหมายของกิจกรรมในครั้งนี้คือการปั้นก้อนดินให้ได้จำนวนมากที่สุด เพื่อใช้แทนก้อนหินในการนำไปก่อเป็นฝาผนังของอาคารตามแบบแปลนที่กำหนด  การทำบ้านดินหรืออาคารที่ทำจากดินสามารถทำได้หลายวิธี เช่น วิธีทำโครงไม้ขึ้นมาก่อนแล้วใช้ดินและวัสดุอื่นๆปะติดเข้าไป หรือ วิธีการก่อผนังด้วยก้อนดิน แล้วค่อยฉาบด้วยดินอีกที ฯลฯ สำหรับค่ายนี้เลือกวิธีการก่อด้วยก้อนดิน ฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมก้อนดินไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอในการก่อผนังของอาคารตามแบบ และก่อนที่จะปั้นก้อนดิน หรือ หล่อก้อนดิน เราจะต้องมีการเตรียมแม่แบบที่ทำด้วยไม้ เป็นรูปสี่เหลี่ยม และแบ่งออกเป็น ๔ ช่อง ขนาดของแต่ละช่องประมาณ ๖ นิ้ว คูณ ๑๔ นิ้ว แม่แบบหนึ่งอันจะได้ก้อนดิน ๔ ก้อน ซึ่งขนาดของแบบนี้อาจแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ออกแบบ หรือสถาปนึก (นิก) เป็นสำคัญ อยากจะได้ก้อนดินเล็ก ก็ทำแม่แบบเล็ก อย่างได้ใหญ่ ก็ต้องทำใหญ่ (พูดอีก ก็ถูกอีก) แต่ที่สำคัญก็อย่าลืมนึกถึงคนทำก็แล้วกัน เพราะถ้าใหญ่มาก เดี๋ยวยกไม่ไหว หรือ อาจมีปัญหาในการเก็บ การขนย้าย ถ้าเล็กเกินไปก็ต้องทำไว้ปริมาณมากๆถึงจะพอใช้                       

Y2ก่อนที่จะนำดินไปหล่อในแบบ จะต้องมีการเตรียมดินก่อน เช่น มีการขุดพลิกหน้าดิน ใช้น้ำเข้าไปผสมช่วยให้เกิดการสลายของก้อนดิน ใส่แกลบ และฟางแห้งเข้าไปผสมด้วย เพื่อช่วยในการประสานและยึดเกาะดินได้ดีเวลาแห้ง จากนั้นก็ช่วยกันเหยียบ และ ย่ำไปรอบๆบริเวณเพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน หากมีเวลาน้อยก็อาจใช้รถไถช่วยบดขยี้ก็พอได้ แต่อาจไม่ได้ซึมซับปรัชญาบ้านดินเท่าไหร่ เพราะบ้านดินคือบ้านที่สร้างโดยแรงคน สองมือ สองเท้า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี น้องเดี่ยว ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำบ้านดินมาก่อน ได้บอกว่า พวกแกลบและฟางเหล่านี้มีส่วนช่วยให้เกิดรูพรุนในก้อนดิน ทำให้การระบายอากาศ หรือความชื้นได้ดี ทำให้ก้อนดินมีการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมตลอดเวลา เปรียบเสมือนว่าก้อนดินนั้นมีชีวิต  ด้วยคุณสมบัตินี้จึงกลายเป็นข้อดีอันหนึ่งของบ้านดินเมื่อเทียบกับบ้านที่ทำด้วยคอนกรีต จนผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านดินส่วนใหญ่มักเห็นพ้องต้องการว่า เวลาอากาศหนาว จะรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่ในบ้านดิน และรู้สึกเย็นสบาย แม้ว่าอากาศภายนอกจะร้อน                        

เมื่อทุกอย่างพร้อม เราทุกคนก็ร่วมมือกันโกยดินกัน และลำเลียงไปใส่ในแม่แบบ เพื่อให้ได้ก้อนดินตามจำนวนที่ต้องการ พวกเราได้แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่มๆละประมาณ ๑๐ กว่าคน คนอยู่หัวแถวจะใช้มือโกยดินที่ผ่านการนวดแล้ว ลำเลียงส่งไปให้เพื่อนๆ ที่ยืนต่อกันเป็นทอดๆ จนไปถึงจุดที่วางแม่แบบ สองคนสุดท้ายที่คุมแม่แบบจะทำหน้าที่อัดดินที่ได้ลงไปในแม่แบบ เกลี่ยให้สวยงามด้วยมือและผ้าชุบน้ำ เมื่อครบทั้ง ๔ ช่องแล้วก็ยกแม่แบบขึ้น เราก็จะได้ก้อนดิน ๔ ก้อนตั้งอยู่บนพื้น จากนั้นเราก็ย้ายแม่แบบเรียงต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้จำนวนตามที่ต้องการ                       

การปั้นก้อนดินของเราแบ่งเป็น ๒ ช่วงคือช่วงเช้า กับ ช่วงบ่าย ซึ่งต้องกระทำกันท่ามกลางแสงแดดอันสดใส เพราะว่าจะได้เป็นการตากก้อนดินที่ปั้นเสร็จแล้วไปพร้อมๆกัน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ครูยอด กับครูตาต้องการทำบ้านดินให้เสร็จภายในหน้าร้อนนี้ จะได้ไม่มีปัญหาฝนตกระหว่างก่อสร้าง ทำให้งานมีความราบรื่นรวดเร็ว แต่แรงงานสุดหล่อสุดสวยอย่างพวกเรา ต้องเปลืองครีมกันแดดกันเป็นแถว ผิวที่เคยคล้ำอยู่แล้ว ต้องคล้ำขึ้นไปอีกโดยเฉพาะน้องใหญ่  แต่การทำงานของชาวค่ายดูเหมือนจะออกไปทางสนุกสนานมากกว่า มีการพูดแซวเล่นกันตลอดเวลา ไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงา น้องบางคนคลายร้อนด้วยการลงไปคลุกขี้โคลน เลียนแบบสัตว์เลี้ยงแถวบ้าน ทำให้ทุกคนสนุกสนานตลอดเวลาการปั้นก้อนดิน จนลืมความเหนื่อย ความร้อน ไปโดยปริยาย ทำให้จำนวนก้อนดินที่ปั้นได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างรวดเร็ว สำหรับผมได้ลงมาช่วยน้องๆในวันที่สอง เนื่องจากวันแรกยังรู้สึกไม่สบาย และขอดูงานสักพัก พอวันที่สองก็เลยลองลงไปโกยดินกับเขาบ้าง สนุกและเมื่อยดีเหมือนกัน เจ็บมือบ้าง เวลาแทรกมือเข้าไปในดินแล้วไปเจอก้อนหิน แทนที่จะไปเจอแกลบหรือฟาง                        

Y3ยามค่ำคืน อากาศหนาวเย็นมาก แตกต่างจากเวลากลางวันโดยสิ้นเชิง น้องๆพี่เลี้ยงจากราชมงคล กรุงเทพ ได้จัดกิจกรรม แค้มป์ไฟ ร่วมกับน้องๆจากวังหมี และเขาใหญ่ สร้างความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการปั้นก้อนดินกลางแดด เมื่อตอนกลางวันได้เป็นอย่างดี และในค่ำคืนที่มีกลุ่มดาวต่างๆ ระยิบ ระยับเป็นพยาน พี่อาสาสมัครโครงการเยาวชนโลกสีเขียว ได้ถือโอกาสนี้ถ่ายทอดความตั้งใจและเป้าหมายของการทำงานในครั้งนี้แก่ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบ โดยผ่านกิจกรรมพิธีเทียน เพื่อรวมดวงใจของพวกเราทุกคนให้หลอมละลายเป็นหนึ่งเดียว อันจะเป็นพลังในการผลักดัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ร่วมกัน บทเพลงต่างๆได้ถูกนำมาช่วยสื่อสารความตั้งใจของพี่ๆอาสาสมัคร และบอกเล่าประสบการณ์ดีๆที่ผ่านมาให้กับน้องที่ร่วมกิจกรรมได้รับฟัง อาทิ เพลงหวังดี เรียนรู้ เทียน บ้านในฝัน และปิดท้ายด้วยนิทานดวงดาว เมื่อถึงเวลาอันสมควร พวกเราต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อเก็บแรงไว้ลุยงานในวันรุ่งขึ้น                       

พระอาทิตย์สีแดง กลม ยามเช้า กำลังโผล่ขึ้นมาเหนือภูเขาหลังบ้านของตาและยอด ทำให้ผมนึกถึงภาพวาดเขียนสมัยเด็กๆ ที่เวลาเราวาดภาพวิวเป็นภูเขา เรามักจะวาดรูปพระอาทิตย์กลมแดงมีรังสีกระจายโดยรอบลอยอยู่บนภูเขา ตอนนี้ภาพวาดนั้นกำลังปรากฎอยู่ต่อหน้าของผมแล้ว  วันนี้ลุงเบิ้ม กับพี่เกียรติ จากเขาแผงม้าได้เดินทางมาเยี่ยมค่ายเรา มีองุ่นและกล้วยทอดติดมือมาฝากน้องๆหลานๆด้วย ใจดีจัง พอถึงเวลาพวกเราก็ได้ลุยงานกันอีกยก โดยตั้งเป้าไว้กลุ่มละ ๒๐๐ ก้อน ๔ กลุ่มก็ได้ ๘๐๐ ก้อน เวลาผ่านไปไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อย และทุกคนก็ต้องรีบล้างตัว เพื่อเก็บสิ่งของสัมภาระ และเตรียมปิดกิจกรรมในช่วงบ่าย                        

Y4การจัดค่ายในลักษณะนี้ถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มเยาวชนโลกสีเขียวที่ได้จัดทำขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างจากค่ายการเรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม หรือ เกมส์ต่างๆที่ได้ออกแบบไว้ ขณะที่ค่ายนี้เป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจริง ไม่มีคำตอบเดียวจากสิ่งที่ได้เรียนรู้  สำหรับผมอกจากจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำก้อนดิน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างบ้านดินแล้ว สิ่งที่ผมมองเห็นจากการร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ก็คือ การทำความดี และการส่งมอบภารกิจนี้ไปสู่คนรุ่นต่อไป  เพราะว่าระหว่างที่เราแต่ละคนกำลังปั้นก้อนดินทีละก้อน ก็เปรียบเสมือนคนที่มีความเสียสละ และเพียรพยายามทำความดีทีละเล็กละน้อย ต่างๆคนต่างช่วยกันทำ คนภายนอกอาจไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็นคุณค่า  และการที่พวกเรามาถึงวันนี้ได้ก็เพราะเรามีการถ่ายทอดอุดมการณ์แห่งการเสียสละจากรุ่นสู่รุ่นต่อเนื่องจนมาเป็นเยาวชนโลกสีเขียว ซึ่งเปรียบเสมือนการรับส่งก้อนดินกันระหว่างพี่กับน้อง

ดังนั้นแม้ว่าวันนี้คนทั่วไปอาจยังไม่เห็นค่า แต่หากวันใดที่ก้อนดินเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นศูนย์การเรียนรู้ของเยาวชนอย่างชัดเจนแล้ว สังคมจะเข้าใจกับสิ่งที่ทุกคนกำลังทำอยู่ดีขึ้น  การทำความดีและการเสียสละเพื่อสังคมจึงไม่จำเป็นต้องรอให้คนอื่นเข้าใจ หากเรามีความตั้งใจที่ดี ไม่เป็นพิษภัยต่อผู้อื่น เราสามารถลงมือทำได้เลย เพราะสิ่งที่เราทำก็เพื่อให้ผู้อื่นหรือสังคมได้ใช้ประโยชน์ และผมยังเชื่อเสมอว่ายังมีคนดีในสังคมอีกหลายคนคอยช่วยเหลือเราอยู่หากเขามีโอกาสเช่นเดียวกับเรา ขอให้ทุกคนมีกำลังใจและพลังในการสร้างสรรค์สังคมต่อไป แล้วพบกันใหม่ในค่ายทำก้อนดินให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ พวกเราคงได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเลย