บ่ายๆ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553  ผมกับหมวยก็ช่วยกันขนอุปกรณ์เครื่องฉายโปรเจคเตอร์  โน้ตบุ๊ค กล้องตาเดียว  กล้องสองตา ขาตั้งกล้อง   ขึ้นไปบรรยายให้ความรู้กันถึงห้องเรียน จัดท่าทางยังไม่ทันเสร็จ หมูอ้วนนายหนึ่งแบกเก้าอี้ข้ามหัวแต่ไม่ข้ามกล้องตาเดียวที่วางไว้หน้าห้อง   เสียงดังโครม....กล้องตาเดียวของผมก็หล่นตกลงมาแยกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย  เพราะอายุอานามของกล้องก็ประมาณอายุของเด็กๆ    

 

 

 

 

 

 

         

 ไม่เป็นไรครับ...เด็ก...ยัง...ยังพอใช้ได้.....ค่อยๆหมุนเกลียวเข้าไปแล้วใช้สก็อตเทปคงจะทำให้ดูดีขึ้น   เราใช้เวลา 1 ชั่วโมงเต็มกับการให้ความรู้กับเด็กๆ   บรรยายไปก็นึกสงสารครูประจำชั้นขึ้นมาจับใจ เด็กอะไรแลกเปลี่ยนข่าวสารกันไม่ได้หยุดเลย   ถ้าผมได้เป็นครูล่ะก็โรคไมเกรนถามหาแน่นอน              

             ในเช้าๆ วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 เวลา 06.30 น. ผมและครอบครัว หมวยและเจ้าภูมิ เราทั้งสามก็ขับรถมาถึงสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติอาภากรเกียรติวงศ์ เป็นที่ตั้งรูปหล่อเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  ของเทศบาลเมืองชุมพรซึ่งไม่ไกลจากบ้านมากนัก   ในฐานะที่เราเป็นผู้จัดและผู้นัด  สำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรับผิดชอบก็ต้องมาก่อน   สวนสาธารณะแห่งนี้เพิ่งจะมีการปรับปรุงพื้นดินเป็นการปูตัวหนอน ทำเอาต้นไม้หลายต้นต้องเปลือยกายมาหลายเดือนเพราะขาดน้ำ   แต่ก็ยังพอฝืนยืนทนไม่ล้ม  พอให้เป็นที่กำบังร่มเงาและออกดอกผลให้นกได้เข้ามากินประทังชีวิต  อากาศเย็นสบายสายลมยังพัดหอบไอหมอกมาทาบทามใบหน้าให้พอชื้น 

              ราวเจ็ดโมงเช้า  เก๋เพื่อนของผมเองที่โทรกันเมื่อวานก็มาถึงพอให้อุ่นใจได้บ้าง   ว่าเรามากันสี่คนแล้ว เปี้ยวเพื่อนรุ่นน้องที่เคยช่วยค่ายเยาวชนในพื้นที่ตำบลท่ายางในเหตุการณ์น้ำท่วมเต็นท์กลางคืนตีสองเมื่อสิบปีที่แล้วนั้นก็เข้ามาสมทบ   เรารอให้เด็กๆ มาพอสมควร  โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะมีเด็กมาทั้งหมดห้อง 29 คนแม้จะมาเพียงครอบครัวเดียวก็จะเดินดูนกกัน        

               ด้วยเป็นความสมัครใจ มีเหตุผลหลายอย่างที่เราไม่ต้องหาคำตอบว่าทำไมเด็กๆ จึงมาเพียง 10 คน  เพราะผมมีเงื่อนไขว่าผู้ปกครองต้องมาด้วย มาเดินด้วยกันเป็นกิจกรรมครอบครัว และเด็กๆ ต้องนำกล้วยน้ำว้าสุกมาคนละ 2-3 ลูก เพราะต้องการฝึกให้เด็กๆ เป็นผู้ให้กับนกในธรรมชาติได้ลิ้มรสกล้วยในยามแล้งบ้าง และต้องการให้มีการปลูกฝังวินัยจากการเข้าแถวดูกล้องตาเดียว           

               หมูเต๊ะกับคุณแม่ก็เดินทางมาถึงคนแรก น้องดรีมกับคุณแม่เดินทางมาจาก อ.ปะทิว   น้องมายด์ ก็พาคุณพ่อมาด้วย  น้องร่มกับคุณแม่  น้องนีโอกับคุณแม่  น้องข้าวปุ่นกับคุณพ่อ  น้องดั่งดั๋งกับพ่อหมู  น้องพรีมพร้อมคุณพ่อและคุณแม่  น้องแจนกับคุณแม่  น้องอิงพี่สาวของจ๊ะเอ๋ยกับแม่แอน และเจ้าภูมิกับแม่หมวย         

            สำหรับเด็กวัยเจ็ดขวบเจ้าประคุณเอ๋ย ไม่ต้องห่วงยามเมื่อต้องเจอกับอุปกรณ์ดูนก ก็เอาด้านหน้าเลนส์มาส่องกันกลับด้านเป็นที่สนุกสนาน แต่ที่เราลืมไม่ได้เลยก็คือการทำความเข้าใจกับเด็กๆ ทุกคนเกี่ยวกับการใช้กล้องสองตา  มีข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับเด็ก เช่นห้ามนำกล้องสองตาส่องดูดวงอาทิตย์เป็นอันขาดจะทำให้ตาบอด  กล้องที่ได้รับมานั้นจะต้องแขวนคอและผมก็สอนวิธีการปรับใช้ ปรับไม่ดี ไม่ชัด ก็เหมือนกับไปลอยคลื่นในลมอยู่กลางทะเลเพราะเวียนศีรษะ                

                เราเดินดูนกได้เห็นพฤติกรรมของนกแอ่นกินรังที่บินโฉบผิวน้ำในสระเพื่อดื่มน้ำอย่างสนุกสนาน  นกแซงแซวหางปลาที่โฉบแมลงไปมา  นกโพระดกธรรมดา  นกเอี้ยงสาลิกา นกพิราบ  นกกระจอกบ้าน นกกางเขนบ้าน  นกเขาชวา   รังนกสีชมพูสวนที่มีลูกนกตัวเล็กอยู่ในรัง   กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อดูนกในธรรมชาติให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง   ถ้าเราเดินเข้าใกล้นกมากนกก็จะบินหนี  ถ้าเราเสียงดังมากนกก็จะบินหนี   ยิ่งเดินเข้าใกล้สนามเด็กเล่น ก็ไปโล้ชิงช้าสนุกกันไป ต้องเรียกให้กลับมาก่อน  แล้วเราก็มาสรุปกันว่าวันนี้เราพบเห็นนกชนิดไหนบ้าง และก็ฝากให้ช่วยกันดูนกอย่างมีความสุข  ก่อนแยกย้ายก็มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกถึงความพยายามของเด็กๆ ที่มีความกระตือรือร้นที่จะมาร่วมกิจกรรม  ผมก็เลยเอารูปนกที่เป็นโปสการ์ดซึ่งสะสมไว้แจกให้เป็นของที่ระลึกสำหรับๆ เด็กๆ ทุกคน           

                ต้องขอบคุณพ่อแม่ผู้ใจดีที่หยิบยื่นโอกาสให้ลูกเมื่อมีโอกาสในครั้งนี้ทุกท่าน  พ่อหมูของดั่งดั๋งที่หอบหิ้วขนมและน้ำดื่มมาฝาก  เก๋เพื่อนร่วมรุ่นมัธยมที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกาช่วยถ่ายรูปและดูแลเด็กๆ   น้องเปี้ยวที่แอบปันเวลาก่อนที่จะไปทำงานมาช่วยอย่างไม่รีรอ    หมวย แม่บ้านของผมเองก็ช่วยกันทำความสะอาดกล้องทั้ง 30 ตัวและรับลงทะเบียน   เพียงเท่านี้เราก็แอบดีใจแล้ว  แม้เวลาจะสั้นไปสำหรับเราแต่สำหรับเด็กแล้ว เวลา 2 ชั่วโมง ก็น่าจะเพียงพอยามเช้าเช่นนี้    ส่วนเจ้าภูมิปิดท้ายกลับบ้านด้วยน้ำตาที่เอ่อท้นเมื่อเล่นกับเพื่อนแล้วหกล้มอย่างมีเงื่อนงำตามประสาของเด็กๆ

              

 

 รายงานโดย เสือทะเล