ยอดรัก ยอดคน : อาลัยครูยอด
เมื่อวันเสาร์ที่๑๐ ก.ค.ที่ผ่านเป็นวันที่พวกเราชาวกรีนยูธได้รับข่าวร้ายถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของครูยอด ทุกคนต่างสับสนและไม่แน่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมและครอบครัว พี่กุ้ง และน้องกตได้นัดกันเพื่อรีบเดินทางไปปากช่องโดยด่วน และได้พบกับภาพที่เราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริง ครูยอดนอนหลับตาอย่างสงบบนเตียงในอาคารของวัดหนองซ่อม โดยมีครูตุ๊กตาคู่ชีวิตนั่งอยู่ข้างๆ พลันได้เจอหน้าพี่น้องก็ร้องไห้อีก ผมได้แต่ปลอบใจและเชื่อว่าการร้องไห้จะช่วยให้ครูตารู้สึกดีขึ้น
ทั้งตุ๊กตาและยอดเป็นอาสาสมัครรุ่นน้องที่ได้เข้ามาร่วมโครงการรักเรา รักษ์โลกหลังจากที่ผมได้ออกจากโครงการมาทำงานประจำแล้ว ทำให้ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันมากนัก ส่วนใหญ่มักเจอกันในการทำค่ายเยาวชนเป็นครั้งคราว รู้จักกันเพียงว่าคนนี้เป็นรุ่นพี่ คนนั้นเป็นรุ่นน้อง หรือเมื่อทางบริษัทฯมีกิจกรรมเยาวชน ก็อาศัยขอความช่วยเหลือจากน้องๆเหล่านี้ อาทิ ค่ายเยาวชนที่สวนรถไฟ
สำหรับน้องยอด ผมเคยได้ยินแต่ชื่อ และได้พบตัวจริงครั้งแรกเมื่อครั้งที่บริษัทฯมีกิจกรรมภายใน และอยากได้คนมาเล่นดนตรี ดึงดูดความสนใจพนักงาน ผมก็นึกถึงน้องๆในโครงการทันทีเพราะว่ามีความเชื่อมือน้องๆเป็นทุนเดิม พี่กุ้งได้แนะนำว่ามีน้องชายคนหนึ่งนิสัยดี เล่นกีตาร์เก่ง ร้องเพลงเพราะ ที่สำคัญเป็นน้องในกลุ่มโครงการของเรา ผมจึงได้นัดหมายให้น้องยอดเดินทางมาช่วยงานที่บริษัทในวันงานทันที วันที่มาถึง ยอดนั่งรถเมล์มาลงหน้าบริษัทแถวรังสิต ด้วยชุดเรียบร้อย เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ สะพายกีตาร์มาด้วย (รู้สึกว่ายืมของหยีมาหรือเปล่าไม่แน่ใจ) ท่าทางตื่นเต้นกลัวว่าจะไม่ทัน ผมยังแซวว่า เฮ่ยมาเล่นดนตรี ทำไมแต่งตัวเรียบร้อยจัง ยอดตอบว่า..ผมเพิ่งกลับจากทำงาน..ครับ (ทำอะไรสักอย่าง จำไม่ได้) ก็เลยรีบมาครับพี่ (ช่วงที่ให้ครูตาเล่าประวัติให้ฟัง..ทำให้รู้ว่าระหว่างเรียน ยอดเป็นคนที่ต่อสู้พอสมควร ทำงานหาเงินเรียนเอง ตอนกลางคืนไปร้องเพลง ตอนกลางวันทำนิตยสาร มีเวลาว่างไปทำค่ายฯ หนังสืออ่านเอง ถึงเวลาสอบก็ไปสอบ จบ ม.รามมาได้ 3 ปีครึ่ง) พอถึงเวลา ยอดได้ขึ้นไปเล่นดนตรีประมาณ 2-3 เพลง ขณะนั้น ไท ธนาวุฒิ กำลังดัง แล้วยอดก็หน้าตาละม้ายคล้ายกัน จำได้ว่าวันนั้น ยอดร้องเพลง..ใช่เลย..ด้วย เรียกเสียงกรี๊ดจากพนักงานได้พอสมควร
หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย จนมาทราบภายหลังว่ายอดกับตุ๊กตาได้ตกหลุมรักกัน แต่งงานกัน แล้วก็มีน้องสตางค์ กำลังจะย้ายครอบครัวไปอยู่กับพ่อแม่ตุ๊กตาที่ปากช่อง ผมได้พบกับครอบครัวนี้อีกครั้งเมื่อวันขึ้นบ้านใหม่ที่ทั้งคู่ร่วมสร้างกันขึ้นมาบนเนื้อที่ข้างโรงเรียนบ้านหนองซ่อม บรรยากาศดี เห็นวิวเขาใหญ่ กลางคืนเห็นดาวได้แจ่มใสยิ่งนัก พวกพี่น้องที่ไปร่วมงานต่างมีความสุขกันมาก โดยคิดไม่ถึงว่าบ้านหลังนี้จะเป็นสถานที่ๆพวกเราต้องเดินทางไป-มาบ่อยที่สุดในหลายปีต่อมา

ทั้งตุ๊กตาและยอดตั้งเป้าหมายอาชีพเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ โดยตุ๊กตาได้เป็นครูอัตราจ้างที่ ร.ร.ท่าวังไทรก่อน ย้ายมาบรรจุเป็นข้าราชการที่ ร.ร.บ้านหนองซ่อม ซึ่งอยู่ข้างบ้านเพื่อจะได้มีเวลาทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น ส่วนยอดได้สมัครเป็นครูอัตราจ้างที่ ร.ร.เขาใหญ่พิทยาคม ขณะที่ทั้งคู่มีบทบาทเป็นครูของเด็กๆ ก็ได้ทำกิจกรรมค่ายเด็กกับกลุ่มต่างๆรอบเขาใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเขาแผงม้า กลุ่มอนุรักษ์เขาใหญ่ จนทำให้คนแถวนั้นเรียกกันติดปากว่าครูยอด ครูตา ครูทั้งสองคนเป็นที่รู้จักของเครือข่ายต่างๆแถบนั้น และด้วยความเสียสละ ตั้งใจจริงในการทำงาน ไม่นานน้องครูทั้งสองต่างเป็นที่รักของผู้ที่ได้รู้จักจนนำมาซึ่งการช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมต่างๆของกลุ่มกรีนยูธในเวลาต่อมา

ครั้งที่พวกเราพี่น้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มเยาวชนโลกสีเขียว ผมกับครูยอดได้มีโอกาสสนิทสนมกันมากขึ้นผ่านการเล่นดนตรีด้วยกัน เนื่องจากการทำค่ายของพวกเราได้เน้นการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และบอกเล่าเรื่องราวสู่กลุ่มเยาวชน บทเพลงที่เราเล่นร่วมกันจึงแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูจิตของเยาวชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า แม้แต่พวกเราเองก็ได้รับการกล่อมเกลาเองโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นภาพที่เห็นจึงมักเป็นภาพที่ผมกับยอดเล่นดนตรีร่วมกันในวาระต่างๆ มากกว่าภาพของการนั่งคุยกันเป็นจริงเป็นจัง
ครูยอดเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี อ่อนน้อมถ่อมตน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ที่สำคัญคือมีจิตวิญญาณของความเป็นครูเต็มเปี่ยม ครูตาเคยเล่าให้ฟังว่าตอนมาเป็นครูใหม่ๆอยากทำค่ายให้เด็กแต่ไม่มีงบประมาณ ทั้งสองคนได้พาเด็กลงมาเปิดหมวก เรี่ยไรเงินกับชาวบ้านในตลาดปากช่อง จนสามารถได้ค่าอาหารจัดค่ายให้เด็กได้ค่ายหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอยากทำสิ่งดีๆให้เด็ก ย่อมไม่มีอุปสรรคมาขวางกั้นได้
หลังจากพวกเราเร่ร่อนทำค่ายตามความฝันของอยู่หลายปี ครูยอดก็ได้มีแนวคิดที่จะทำศูนย์การเรียนรู้บ้านดินขึ้นในบริเวณพื้นที่บ้านของตนเอง เพื่อเป็นสถานที่จัดค่ายเยาวชนตามแนวคิดของพวกเราอย่างถาวร ครูยอดรับอาสาเป็นแกนนำในการทำศูนย์บ้านดินให้เกิดขึ้นด้วยความฝันที่ว่าต่อไปพวกเราพี่น้องไม่ต้องเร่ร่อนทำค่ายตามที่ต่างๆแล้ว เราจะเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนและผู้ที่สนใจมาร่วมกิจกรรมกับโครงการเราแทน ที่นี้จะเป็นศูนย์ทดลองและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลได้จริงๆ และเปิดให้นักท่องเที่ยวที่ผ่านมา แทนที่จะไปนอนตามรีสอร์ททั่วไป ก็หันมาทดลองพักที่บ้านดินบ้าง อันจะเปิดโอกาสให้พวกเราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกัน ได้ฟังบทเพลงธรรมชาติที่พวกเราแต่งขึ้น

ดังนั้นช่วงที่พวกเราร่วมมือกันสร้างศูนย์บ้านดินจึงมีผู้ผ่านทางมาให้กำลังใจเป็นระยะไม่ขาดสายทั้งนักกิจกรรม นักเขียน นักดนตรี นักธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดของครูยอดและครูตา แน่นอนการทำงานย่อมไม่ราบรื่นดังคิด อุปสรรคต่างๆก็มาพร้อมกับความยินดี ผมเคยได้ยินมาว่า..มีคนเคยเห็นครูยอดแอบร้องไห้คนเดียว... เมื่อเรือถูกปล่อยออกจากฝั่งแล้วก็ต้องเดินทาง แม้จะเผชิญคลื่นลม พายุหมุนก็ตาม แต่ครูยอดก็ได้ผ่านบททดสอบนั้นมาได้จนทำให้ศูนย์บ้านดินเป็นรูปร่างในปัจจุบัน เหลือแค่รอคนที่จะมาบริหารจัดการเท่านั้น...นั้นก็คือการรอคอยครูยอดกลับมาจากบุรีรัมย์

ช่วงเวลาแห่งความสุขระหว่างผมกับครูยอดก็คือการได้เล่นดนตรีด้วยกัน ครูยอดจะเป็นนักร้องนำ และเล่นกีตาร์ริทึ่ม ส่วนผมจะเป็นคนเล่นกีตาร์โซโล่ให้ เราจะเล่นคู่กันเมื่อมีกิจกรรมตามวาระต่างๆ โดยเฉพาะช่วงทำค่ายน้องๆก็จะเรียกพวกเราว่ากลุ่มนักดนตรี เราจะซ้อมกันเมื่อเวลาเจอกัน แต่ยิ่งซ้อมดูเหมือนว่ายิ่งเล่นพลาด ช่วงหลังๆเล่นไม่ซ้อมเดาใจกันแล้วก็เล่นเลย ดูเหมือนผลงานดีขึ้น แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงกำลังร้องเพลงหวังดี ปิดค่ายที่ ม.ราชฏักราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา ที่พวกเราไปช่วยค่ายกสิกรรมธรรมชาติของ อ.เข้ม ช่วงจังหวะร้องท่อนสร้อยซ้ำว่า..แม้สองตาเธอมาหาดาว...พวกเรากำลังจะอ้าปากประสานเสียงกัน แต่ด้วยการที่ครูยอดเป็นเสียงนำกลับขึ้นมาก่อนว่า...โลกนี้ยังมีความหวัง..พวกเราจึงชะงักและงงอยู่ชั่วครู่ เพราะว่าครูยอดได้ไปร้องซ้ำเพลงความหวังของโลก แทนที่จะเป็นเพลงหวังดีที่ร้องค้างเอาไว้ ช่วงเวลานั้น ต่างคนต่างเหงื่อแตก อยากจะหัวเราะเสียงดัง แต่ก็ทำไม่ได้ เดี๋ยวพิธีการไม่ขลังน้องๆกำลังอินกับความรู้สึกที่พวกเราส่งต่อให้ ครูยอดก็เริ่มรู้สึกตัวว่านำผิดทางแล้ว แต่ยังรักษามาดเข้ม แล้วพวกเราก็ช่วยรับมุขร้องเพลงความหวังของโลกตามครูยอดจนจบ สุดท้ายก็มาหัวเราะน้ำตาไหลกันหลังจบกิจกรรม

ผมได้พบกับครูยอดเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งเราลงไปทำค่ายหนองใหญ่ ที่จังหวัดชุมพรด้วยกัน ผมไปก่อนกลับครูตาและลูกๆ ส่วนครูยอดตามมาทีหลัง เพราะติดอบรมและต้องเดินทางข้ามคืนข้ามวันมาจากบุรีรัมย์ พวกเราได้เล่นดนตรีครบวงกันอีกครั้งในค่ายนี้ โดยเฉพาะช่วงเล่นละครเงา “ลุงต้นไม้” สนุกมาก และช่วงพิธีเทียนทำเอาทั้งพี่ทั้งน้องร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มใจกันอย่างมาก ที่พี่ได้เห็นความหวังที่จะบังเกิดกับเยาวชน ส่วนเยาวชนก็เข้าใจความตั้งใจของพวกพี่ๆ แล้วผมกับยอดก็จากกันในตอนเช้าและไม่ได้มีโอกาสคุยกันอีกเลย

จากนั้นครูยอดได้ชวนพวกเรามาทำค่ายบ้านดินให้เยาวชนสถานพินิจ จ.นครสวรรค์ อีกครั้งที่ปากช่อง แต่ไม่มีพี่น้องจากกรุงเทพฯไปช่วยเลย ยกเว้นน้องกต ซึ่งนึกไม่ถึงเลยว่า พวกเราได้พลาดโอกาสอันสำคัญในชีวิตที่จะได้พบกับครูยอดอีกเป็นครั้งสุดท้ายจากวันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ผมมองย้อนผ่านน้องชายคนนี้ ทำให้ผมได้เห็นความตั้งใจและความเสียสละของน้องคนหนึ่งที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อสังคมและคนรุ่นหลัง แม้ว่าจะเป็นเพียงแง่มุมเล็กๆซึ่งขณะนั้นถูกมองข้ามไป แต่กลับเป็นภาพอันยิ่งใหญ่และอยู่ในใจของผมและพี่น้องคนอื่นๆมาโดยตลอด น้องยอดจึงเป็นยอดคนที่เชื่อมั่นและศรัทธาในความดีมาโดยตลอด ดังที่เคยบอกให้พี่น้องฟังว่า “..จะทำความดี ตราบเท่าที่มีลมหายใจ..”

บัดนี้ผมต้องทำใจยอมรับความจริงว่าจะไม่มีน้องยอดคอยเล่นกีตาร์คลอไปกับผมอีกแล้ว การทำค่ายฯคงไม่มีความรู้สึกเหมือนเคย ดุจดังใบไม้ในหมู่พวกเราได้หายไป เมื่อวันเวลาไม่สามารถย้อนคืน สายน้ำย่อมไม่ไหลกลับ ทุกสิ่งย่อมเป็นอนิจจัง พวกเราจึงทำได้เพียงสานต่อความคิดและความฝันของยอดให้เกิดขึ้นจริงต่อไป ทำความดีเท่าที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ และสุดท้ายน้องยอด พี่ยอด ครูยอด หรือ ยอด จะยังอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป




